ส่งฟรี EMS ทั่วประเทศ
 
มีบริการ พัสดุเก็บเงินปลายทาง
 
รับชำระด้วย บัตรเครดิต
 
ตรวจสอบสถานะสินค้า ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โรคช๊อกโกแลตซีส ( cyst ) โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้

"ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในของผู้หญิงที่มีโอกาสเป็นได้ทุกคน" ช็อกโกแลตซีส หมายถึง ถุงน้ำที่มีของเหลวภายใน ลักษณะเหมือนช็อกโกแลต คำ 2 คำนี้ มีความหมายแตกต่าง และ เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิงไม่น่าที่จะมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย และนับวันผู้หญิงหลายคนก็เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า "ช็อกโกแลตซีส" หรือ โรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด" (endometriosis) กันมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ก็ต้องเจอใครสักคนในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสด เป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน

ช็อกโกแลตซีส เกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายมากไหม ทำไมจึงพบมากในผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน แล้วจะรักษาอย่างไรต้องผ่าตัดรังไข่ทิ้งหรือไม่ จะต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า ฯลฯ พบกับคำตอบที่คุณอยากรู้ เหล่านี้ได้จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์แพทย์ จากภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวช วิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาของชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต ช็อกโกแลตซีสก็คือถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้ภายในจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต

สาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต
ในทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากเลือดระดู หรือเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ คือแทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ อาจจะมีเลือดระดูส่วนหนึ่งมีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น และเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำเป็นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกอันหนึ่งเมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน (คือ การที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา) ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย

ดังนั้น ในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ นั่นหมายถึง ถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็วถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ

ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น ?
คุณหมอสมชาย ให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยนี้ว่า "ถ้าดูในเรื่องงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่พบว่า ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คน จะมีภาวะลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน"

แล้วทำไมบางคนเกิดอาการเป็นถุงน้ำซึ่งทำให้ เกิดความเจ็บปวดมากมาย แต่บางคนไม่เป็น ?
คำตอบคือ คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้ "ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมาก
ก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี ที่คุณหมอบอกว่า "จริงๆ แล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ความเข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้สามารถตรวจวินิจ ฉัยโรคได้เร็วขึ้น ก็เลยดูเหมือนกับว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะ รวมทั้งข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้าง จึงทำให้มีการฉุกใจขึ้นมาว่า เอ๊ะ! เราเป็นโรคนี้หรือเปล่า แล้วก็ไปตรวจซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริง ตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าโรคดังกล่าวเป็นกันมาก"

อาการที่น่าสงสัยว่า จะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลตเกี่ยวกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ (หรือถุงน้ำช็อกโกแลต)
สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบก็คือ เมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดออกด้วย และการที่มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องนี้เองเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า ผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จะมีอาการปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือน

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือนนั้นเป็นอาการปวดปกติธรรมดา (ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น) หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ? เรื่องนี้คุณหมอสมชายให้รายละเอียดว่า"การที่จะแยกว่าอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือนจะเป็นอาการที่บ่งบอกว่าสิ่งแรกที่ ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องอายุ นั่นคือถ้าอายุยังไม่มาก แล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้องธรรมดา แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน พออายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่ๆ ก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมา และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่"

ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ?
ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก และหลายๆกรณีแพทย์บางคนผ่าตัดเอามดลูก และรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกันด้วย

คำถาม-คำตอบ ช๊อกโกแลตซีส...โรคของผู้หญิงยุคใหม่
ผศ.นพ.สุวิทย์ ศุภภิญโญพงศ์

คำจำกัดความของโรคช๊อกโกแลตซีส 

โดยทั่วไปแล้ว ซีส หมายถึงถุงน้ำ ดังนั้นคำว่า ช๊อกโกแลตซีส ก็หมายถึงถุงน้ำที่มีสารของเหลวสีคล้ายกับช๊อกโกแลตอยู่ภายใน ความรุนแรงมากพอสมควร

คำว่าช๊อกโกแลตซีส ก็เป็นการเรียกตามลักษณะที่เห็นความจริงแล้ว ชื่อของมัน คำเต็มก็คือ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ (เม็นโดเมสโตโลซิส) ปกติตัวเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก ควรจะอยู่เฉพาะภายในโพรงมดลูกเท่านั้น

เมื่อใดก็ตามที่ตัวเยื่อบุโพรงมดลูกนี้กระจายออกนอกตัวโพรงมดลูกไปเกาะอยู่ที่ใดก็ตามก็จะเป็นโรคของตำแหน่งนั้นเกิดขึ้น
ในปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มากน้อยแค่ไหน

โรคนี้พบได้บ่อยขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย  เราจะพบมากที่สุดก็คือ พบได้ 10 ถึง 20% ในกลุ่มของผู้ที่อยู่ในวัยที่มีประจำเดือน
 แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีลูกยากจะเป็น 30-45% คำว่าผู้ป่วยที่มีลูกยากก็คือ คู่สมรสที่แต่งงานเกิน 1 ปี มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เอง มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนอื่น ๆ

กลไกที่ก่อให้เกิดโรค
ปัจจุบันนี้เรายังไม่ทราบกลไกที่ทำให้เกิดโรคที่แท้จริง ก็จะมีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายกลไกการเกิดโรคนี้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่เราเชื่อถือกันในปัจจุบัน ก็คือ ทฤษฎีของแซมซัน ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่กำลังมีประจำเดือนแทนที่ เลือดประจำเดือนจะไหลออกมาสู่ภายนอก จะมีเลือดประจำเดือนส่วนน้อยส่วนหนึ่งไหลกลับเข้าไปในช่องท้อง โดยผ่านท่อรังนำไข่ เลือดประจำเดือนที่ไหลเข้าสู่ช่องท้องก็จะนำเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกไปด้วย แต่ตำแหน่งของเซลล์นี้ถ้าไปฝังตัวอยู่ที่อวัยวะไหน ก็จะทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นในอวัยวะนั้น ส่วนมากเราจะพบมากในบริเวณรังไข่

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคอีกหรือไม่
โดยทั่วไป ผู้หญิงปกติทุกคนจะมีการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน แต่บางคนเป็นโรค, บางคนไม่เป็นโรคขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยง ผู้หญิงใดที่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ คือ มีประวัติครอบครัว โดยเฉพาะทางมารดาหรือว่าพี่สาว, น้องสาวของผู้ป่วย ถ้าเกิดเป็นโรคนี้ ตัวผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นโรคที่สูงขึ้นมากกว่าคนทั่วไป 3-10 เท่า

 หรือว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีการทำงานของรังไข่นาน ๆ รังไข่ทำงานนาน ในกรณีที่เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยหรือประจำเดือนรอบสั้น เดือนหนึ่งมีมากกว่า 2 ครั้ง หรือออกมากหรือออกนานมากกว่า 7 วัน  เพราะฉะนั้นกลุ่มเหล่านี้ก็จะมีโอกาสที่เลือด จะไหลกลับเข้าสู่ช่องท้องสูงขึ้น ก็มีโอกาสเป็นโรคสูงขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายก็คือ กลุ่มที่มีความผิดปกติโดยกำเนิดของทางออกของประจำเดือน แทนที่เลือดประจำเดือนจะไหลออกมา ข้างนอกทั้งหมดก็จะถูกอุดกัน เพราะฉะนั้นเลือดส่วนใหญ่ก็จะไหลกลับเข้าไปช่องท้อง โอกาสเป็นโรคก็จะสูงขึ้น

กรณีนี้เราจะเจอได้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเยื่อพรหมจารีปิด แต่ก็จะมีปัจจัยลดความเสี่ยงของโรคอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกันคือ        

1. การตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์หลายครั้งโอกาสเป็นโรคก็จะน้อยลง เนื่องจากว่าช่วงของ การตั้งครรภ์ผู้หญิง จะไม่มีภาวะของการมีประจำเดือนไปเป็นเวลา 9-10 เดือน เพราะฉะนั้นโอกาสที่เลือดประจำเดือนจะไหลย้อนกลับก็จะน้อยลง

2. การออกกำลังกายมาก ๆ โดยเฉพาะการออกกำลังตั้งแต่วัยรุ่นจะต้องออกกำลังกายมากกว่าสัปดาห์ละ 7 ชม. อันนี้จะเป็นการลดฮอร์โมนเอสโตเจน เป็นผลทำให้เกิดโรคน้อยลง

3. การสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดเอสโตนเจนน้อยลง โอกาสการเกิดโรคก็จะน้อยลง แต่ที่กล่าวมาก็ไม่ ได้หมายความว่าจะสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนต้องสูบบุหรี่กันนะ
 
ลักษณะอาการผิดปกติเบื้องต้นเป็นอย่างไร
 อาการของโรคนี้เป็นได้หลายอย่างแต่อาการหลัก ๆ ที่เราพบได้เป็นส่วนสำคัญมีอยู่ 3 อย่าง คือ

1. คนไข้จะมีอาการปวดประจำเดือนทุกเดือน แต่อาการปวดประจำเดือนก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคนี้ ซึ่งลักษณะอาการปวด คือ มีอาการปวดอย่างรุนแรงและจะปวดมากขึ้นมากขึ้นทุกเดือน เป็นอย่างนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ
2. มีอาการเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์
3. ผู้ป่วยจะมีบุตรยาก

ซึ่งถ้าเราพบทั้ง 3 อาการนี้ร่วมกัน โอกาสจะเป็นโรคนี้สูงมาก นอกจากนั้นก็จะมีอาการอย่างอื่นที่พบได้ประปลาย เช่น ปวดท้องบ้อยเรื้อรัง หรือว่าประจำเดือนผิดปกติ

เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้หรือไม่
ปัจจุบันเราก็จะอาศัยจากประวัติก่อนทำการตรวจร่างกายคนไข้ และจะมีการช่วยวินิจฉัยหลายอย่าง เช่น การทำอัลตราซาวด์ ส่องกล้อง ตรวจภายในอุ้งเชิงกราน การเจาะเลือดตรวจทูเมอร์ ตรวจแล้วก็พอจะบอกได้

การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน ถ้าเกินเราอัลตราซาวด์แล้วเราเห็นก้อนชัด ๆ ก็จะสามารถบอกได้ทันที แต่ในกลุ่มที่คนไข้ที่มีผลการตรวจคนไข้ไม่ชัดเจน กลุ่มนี้เรามักจะต้อง ใช้วิธีส่องกล้องตรวจภายในอุ้งเชิงกราน

วิธีการรักษาในปัจจุบันทำอย่างไรบ้าง

วิธีการรักษาในปัจจุบันมีหลายแบบ
          1. การใช้ยา
          2. การผ่าตัด
          3. ใช้ยาร่วมกับการผ่าตัด

โดยเราถือหลักการการรักษา คือ เราจะคำนึงถึงอาการของผู้ป่วย ความต้องการในการมีลูกและความรุนแรงของอาการ

หลักการรักษาโรคนี้ ก็คือ แพทย์จะต้องให้คนไข้อยู่ในภาวะไม่มีประจำเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการไหลย้อนกลับ ของเลือดประจำเดือนเข้าไปในช่องท้อง

ยาที่ใช้จะมี 2 กลุ่มใหญ่
กลุ่มแรกก็คือ เป็นยาที่ทำให้คนไข้หมดประจำเดือนเหมือนคนไข้วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง
กลุ่มที่สองก็คือ เป็นยาที่ทำให้คนไข้หมดประจำเดือน เหมือนหญิงตั้งครรภ์

ส่วนการผ่าตัด ปัจจุบันก็จะใช้ในกรณีที่ตัวโรครุนแรง ซึ่งการผ่าตัดมีหลายแบบ
ชนิดที่ 1 การผ่าตัดออกหมด ผลการผ่าตัดทำให้คนไข้หายจากโรค แต่คนไข้ก็จะไม่สามารถมีบุตรได้อีก
ชนิดที่ 2 ก็คือ การผ่าตัดเพื่อเอาตำแหน่งของพยาธิสภาพออก

ข้อดีของการผ่าตัดนี้ก็คือ ผู้ป่วยสามารถมีบุตรได้อีก แต่ข้อเสียก็คือ ตัวโรคสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก จะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป


ผลจากการใช้ยาที่ทำให้คนไข้หมดประจำเดือน จะมีผลแทรกซ้อนอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง
โดยหลักการจะทำให้คนไข้ไม่มีประจำเดือนประมาณ 6-9 เดือน จริง ๆ เป็นระยะที่สั้น ถ้าเกิดเราใช้ยากลุ่มแรก จะทำให้คนไข้ไม่มีประจำเดือนเหมือนวัยทอง คนไข้ก็จะมีอาการเหมือนคนวัยทอง จะมีอาการหงุดหงิด ชาปลายมือ ปลายเท้า ซึ่งกลุ่มนี้ ถ้าเกิดอาการไม่รุนแรงจริง ๆ เราก็เพียงแต่อธิบายคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ก็จะสามารถยอมรับได้ แต่ถ้าคนไข้มีอาการรุนแรงเราจะเสริมฮอร์โมน 1 ตัวเข้าไปเพื่อลดอาการเหล่านี้ โดยที่ไม่มีผลต่อการรักษาโรค 
 
จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่
ในกรณีที่เราผ่าตัดเอาเฉพาะพยาธิสภาพออก โดยที่เก็บตัวมดลูกและรังไข่ไว้คนไข้ก็จะมีโอกาสที่จะมีประจำเดือนอีก ตราบใดก็ตามที่คนไข้มีประจำเดือน ก็จะมีการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน เพราะฉะนั้นคนไข้ก็จะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก

เพราะฉะนั้นการรักษาในกลุ่มนี้เราก็จะดูดความต้องการคนไข้ถ้าคนไข้ยังต้องการมีบุตรอีก เราก็จะพยายามกระตุ้นให้คนไข้ตั้งครรภ์เร็วๆ
 แต่ถ้าคนไข้ไม่ต้องการมีบุตร เราก็จำเป็นที่จะต้องให้ยารักษาในระยะยาว จนคนไข้อายุประมาณ 43-45 ขึ้นไป ก็อาจจะพิจารณาหยุดยา
 และนัดตรวจคนไข้ทุกระยะ ๆ ถ้าผู้ป่วยอายุมากและไม่ต้องการมีบุตรและมีอาการรุนแรงมาก เราจะแนะนำให้ตัดมดลูก เป็นการตัดต้นเหตุของโพรงมดลูก  ตัดรังไข่ 2 ข้าง เป็นการตัดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เซลล์พวกนี้โตขึ้น 
 
อันตรายของโรคนี้มากน้อยแค่ไหน
ในกรณีที่เป็นมาก ๆ  คนไข้ก็จะมีพังพืดเกิดขึ้นในอุ้งเชิงกราน เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ คนไข้ก็จะมีอาการรุนแรงและในการผ่าตัดคนไข้กลุ่มนี้
 เนื่องจากผังพืดที่เกิดขึ้น มันมีการรัดอวัยวะที่สำคัญหลายอย่าง เพราะฉะนั้นการผ่าตัดจำเป็นต้องอาศัยฝีมือขอศัลยแพทย์ที่ดี
 โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดก็จะมีเพิ่มมากขึ้นตามความรุนแรงของพยาธิสภาพด้วย ซึ่งตัวโรคนี้ใช้เวลาการเกิดค่อน ข้างนาน

 เวลาประจำเดือนมาครั้งหนึ่ง ตัวโรคก็จะเกิดขึ้นนิดหนึ่ง พอประจำเดือนมาครั้งต่อไป ตัวโรคก็จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นหากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ก้อนช๊อกโกแลตซีสเกิดแตก สารของเหลวที่อยู่ภายในก็จะออกมากระตุ้นเยื่อบุช่องท้อง ทำให้คนไข้มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน 
 
การป้องกันควรทำอย่างไร
เนื่องจากในปัจจุบันเรายังไม่ทราบถึงสาเหตุการเกิดโรคที่แท้จริง ดังนั้นก็ยังไม่มีการป้องกันที่ไม่มีผลแน่นอน แต่ก็มีคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเอง เพื่อลดโอกาสของการตรวจโรค  3 วิธี
          1. เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการตรวจภายใน หรือ มีเพศสัมพันธ์ขณะที่มีประจำเดือน
          2. ในหญิงกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ เราอาจพิจารณาให้การป้องกันด้วยการกินยาคุมกำเนิด เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มมีประจำเดือนและหยุดยาต่อเมื่อมีบุตร
          3.ขอแนะนำให้ผู้หญิงที่แต่งงาน ตั้งครรภ์เร็ว ๆ
 
ข้อแนะนำ
จะเห็นว่าโรคนี้มักพบบ่อยและมีความรุนแรงพอสมควร ดังนั้น ท่านที่มีอาการผิดปกติดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่บุตรยาก
ถ้าเกิดไม่แน่ใจในอาการควรจะได้รับการปรึกษาและการตรวจจากแพทย์

เนื่องจากโรคนี้จะทำลายอวัยวะซึ่งเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตามระยะเวลาของการมีประจำเดือนทำให้ผู้ป่วยมีบุตรยากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าแม้รักษาแล้วก็ตาม ผู้ป่วยก็อาจจะไม่สามารถมีบุตรได้อีกในกรณีที่เป็นมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่แน่ใจควรจะได้รับการตรวจโดยเร็ว 

To Top