รู้ทัน เซลลูไลท์

รู้ทัน เซลลูไลท์

 เซลลูไลท์จัดเป็นปัญหาด้านความงามของผู้หญิงที่มีอายุ ตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยจะพบได้บ่อยในคนที่เป็นโรคอ้วน (obesity) ดังนั้นความเข้าใจต้นเหตุแห่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ การเข้าสังคม และคุณภาพชีวิตอันเนื่องมาจากเซลลูไลท์ จะช่วยให้สาวๆ แก้ปัญหานี้ได้อย่างถูกต้อง

เซลลูไลท์คืออะไร
     เซลลูไลท์คือไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ชั้นใต้ผิวหนัง โดยมีการเพิ่มปริมาณและรุกรานขึ้นมาจนทำให้ผิวหนังมีการเปลี่ยนสภาพเป็นผิว ขรุขระ ไม่เรียบ มองเห็นคล้ายผิวเปลือกส้ม ซึ่งจะพบได้บ่อยตามบริเวณต้นขา สะโพก และอาจพบที่บริเวณหน้าท้อง และช่วงท้องแขนด้วย

โครงสร้างผิวหนัง
     เพื่อความเข้าใจการเกิดเซลลูไลท์ เราควรมาทำความรู้จักกับโครงสร้างของผิวหนัง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ชั้นดังนี้

      ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ชั้นนี้จะมีเมลานินที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด

     ชั้นหนังแท้ (dermis) เป็นชั้นที่สองถัดเข้ามา ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีรูปแบบการกระจายตัวเป็น ร่างแห โดยชั้นหนังแท้จะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกมีหลอดเลือดฝอย ปลายประสาท และมีเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ที่ทำหน้าที่ในการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งทำให้ผิวหนังมีความตึงตัวและยืดหยุ่น ส่วนชั้นที่สองจะมีหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง เส้นประสาท รากผมหรือขน ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน ต่อมกลิ่น ชั้นนี้จะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าชั้นแรก
- ชั้นรองรับผิวหนัง (subcutaneous tissue) ชั้นนี้จะมีเนื้อเยื่อไขมันอยู่มาก จึงช่วยป้องกันอวัยวะภายในจากการถูกกระแทก และเป็นแหล่งสะสมไขมันให้กับร่างกาย

ผู้หญิงมีเซลลูไลท์มากกว่าผู้ชาย­
     การเกิดเซลลูไลท์เริ่มจากชั้นรองรับผิวหนังที่มีถุงไขมันสะสมอยู่จำนวน มาก โดยผิวหนังของผู้หญิงและผู้ชายจะมีการจัดเรียงตัวของเซลล์ที่แตกต่างกัน ในผู้หญิง ถุงเก็บไขมันจะจัดเรียงกันเป็นแนวตั้ง ส่วนในผู้ชายจะจัดเรียงกันเป็นแนวเส้นทแยงตัดกันคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียก ปูน และเมื่อปริมาณไขมันที่สะสมมีปริมาณมากขึ้น ถุงไขมันก็จะขยายตัวออก โดยพบว่า ในผู้หญิง ถุงไขมันที่ขยายตัวออกจะสามารถรุกรานขึ้นไปบนชั้นหนังแท้ และทำให้ไขมันมีการหลุดขึ้นไปอยู่ตามชั้นหนังแท้ จึงปรากฏเป็นเซลลูไลท์ได้

      นอกจากนี้ยังพบว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงก็ยังเกี่ยวข้องกับการเกิดเซลลูไลท์ จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงเกิดเซลลูไลท์ได้ง่ายกว่าผู้ชาย รวมถึงทำให้พบเซลลูไลท์ได้บ่อยในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ช่วงที่มีประจำเดือน และช่วงที่มีการใช้ฮอร์โมนทดแทนหรือยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ทั้งนี้เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะกระตุ้นการสลายตัวของคอลลาเจนในชั้นหนัง แท้ ส่งผลให้ไขมันรุกรานไปในชั้นหนังแท้ได้ง่ายขึ้น และยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ไขมันในร่างกายมากขึ้นด้วย

      แต่ในผู้ชาย การขยายตัวของถุงไขมันจะขยายออกตามแนวข้าง ทำให้ไม่เกิดการรุกรานขึ้นไปบนชั้นหนังแท้ ดังนั้นผู้ชายจึงมีโอกาสเกิดเซลลูไลท์น้อยกว่าผู้หญิงมาก นอกจากนี้การที่ผู้ชายมีชั้นของหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้บริเวณสะโพกและต้น ขาหนากว่าในผู้หญิง ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายมีเซลลูไลท์น้อยกว่าผู้หญิงด้วย

วิธีกำจัดเซลลูไลท์
     ปัจจุบันมีวิธีกำจัดเซลลูไลท์อยู่ด้วยกันหลายวิธี ดังนี้

      วิธีตามธรรมชาติ ได้แก่ การควบคุมอาหารที่รับประทาน ด้วยการจำกัดปริมาณแคลอรีที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน โดยไม่ควรรับประทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล หรือไขมันในปริมาณที่มากเกินไป และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยพบว่าคนที่มีน้ำหนักตัวลดลง ผิวหนังที่เห็นเป็นเซลลูไลท์ก็จะลดน้อยลงไปด้วย

      การดูดไขมัน (liposuction) วิธีนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าดีหรือไม่ เนื่องจากอาจจะเป็นวิธีที่ทำให้มองเห็นเซลลูไลท์ลดลง แต่อาจจะทำให้ผิวหนังดูแย่ลงกว่าเดิมสำหรับบางคน เช่น ผิวหนังมีรอยบุ๋มลงไปหลังจากดูดไขมันแล้ว

      วิธี subcision ซึ่งเป็นการสอดเข็มเล็กๆ เข้าไปที่ชั้นหนังแท้บริเวณที่มีเซลลูไลท์อยู่ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในชั้นผิวหนัง วิธีนี้ต้องฉีดยาชาเฉพาะที่ สำหรับผลข้างเคียงที่พบ ได้แก่ อาการปวด และมีรอยช้ำอยู่นานประมาณ 3-6 เดือน นอกจากนี้ยังทำให้เม็ดสีผิวมีการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวเป็นระยะเวลาประมาณ 2-10 เดือนอีกด้วย

      วิธี mesotherapy เป็นวิธีการฉีดยา วิตามิน เกลือแร่ กรดไขมัน และเอนไซม์ต่างๆ เข้าไปที่ใต้ชั้นผิวหนัง ยาที่ใช้ก็ได้แก่ ฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งปกติสารนี้จะเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์อยู่แล้ว เมื่อฉีดเข้าไป ยานี้ก็จะกระตุ้นให้เกิดการสลายไขมันบริเวณนั้น แต่มีผลข้างเคียงที่พบ ได้แก่ อาการบวม หรือการติดเชื้อบริเวณที่ฉีด

      วิธี Endermologie­ เป็นการใช้เครื่องนวดแบบสุญญากาศในการกำจัดเซลลูไลท์ โดยผู้รับรักษาต้องสวมถุงไนลอนก่อน เพื่อลดแรงเสียดสีระหว่างเครื่องมือกับผิวหนัง ซึ่งตัวเครื่องนวดจะใช้กระแสไฟฟ้า และมีลูกกลิ้ง 2 อัน สำหรับนวดไปบนผิวหนังบริเวณสะโพก ต้นขา และหน้าท้อง ใช้เวลานานประมาณ 10-45 นาที วิธีนี้ทำให้เนื้อเยื่อชั้นในผิวหนังมีการจัดเรียงที่เป็นระเบียบมากขึ้น รวมถึงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลืองให้ดีขึ้นด้วย

      การนวดด้วยมือ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มการขจัดของเหลวส่วนเกินออกไปจากชั้นหนังแท้ และทำให้มีการจัดเรียงของเนื้อเยื่อชั้นในของผิวหนังได้ดีขึ้น วิธีการนี้ไม่ได้ช่วยกำจัดเซลลูไลท์ แต่มีผลชั่วคราวในการลดผิวหนังที่ไม่เรียบและเป็นรอยบุ๋มได้

      การบำบัดด้วยความร้อน (thermotherapy) เป็นวิธีการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และยังช่วยขยายหลอดเลือด แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยยืนยันว่า วิธีนี้สามารถกำจัดเซลลูไลท์ได้หรือไม่

      ยาขี้ผึ้งที่ใช้ทาภายนอก (topical ointments) มีการศึกษาพบว่าการใช้ยาในกลุ่มเมทธิลแซนทีน(methylxanthines) เช่น กาเฟอีน อะมิโนไฟลิน และธีโอไฟลิน จะช่วยกระตุ้นการสลายไขมันได้ โดยเฉพาะบริเวณต้นขา นอกจากนี้ยังมีการใช้สารเรตินอยด์ (retinoids) ที่มีโครงสร้างคล้ายวิตามินเอ และเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยหลายยี่ห้อ สารนี้จะไปเพิ่มความหนาแน่นของผิวหนังชั้นใน แต่ควรใช้นานเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผลในการรักษา สำหรับการกำจัดเซลลูไลท์มีการศึกษาพบว่า ได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะยาซึมเข้าสู่ผิวหนังไม่ได้ดีนัก ปัจจุบันจึงใช้วิธีการไอออนโต (Iontophoresis) ช่วยผลักดัน ทำให้ผิวหนังดูดซึมยาได้ดีขึ้น

      การใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิธีนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น และทำให้ไขมันบริเวณใต้ชั้นผิวหนังสลายตัวมากขึ้น

      วิธีการใช้เลเซอร์ เป็นการใช้พลังงานคลื่นความถี่สูงประมาณ 0.3-100 เมกกะเฮิร์ต ในการกำจัดเซลลูไลท์โดยทำให้เกิดความร้อนบริเวณผิวหนัง ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคอลลาเจนโปรตีน ทำให้เกิดการรวมตัวที่หนาแน่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มกระบวนการสลายไขมันด้วย

      การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (shock wave therapy) พบว่าวิธีนี้สามารถกำจัดเซลลูไลท์ได้โดยการทำให้เกิดการจัดเรียงของคอลลาเจน โปรตีนในชั้นหนังแท้ ข้อดีสำหรับวิธีนี้คือไม่ต้องฉีดเข้าร่างกาย จึงมีผลข้างเคียงน้อย แต่อาจทำให้มีเสียงดังรบกวนได้

      การใช้ครีมที่สกัดจากผักและผลไม้ เช่น การใช้กาเฟอีนสกัดกระตุ้นให้เกิดการสลายไขมัน แต่อาจทำให้แพ้ง่าย ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนผสมของน้ำหอมอยู่ด้วย